|
ตามที่คณะกรรมการดำเนินการมีมติเห็นชอบ
ให้ ประกาศสหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้
จำกัด เรื่อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากและเงินให้กู้
โดยปรับปรุงอัตราดอกเบี้ย เงินฝากออมทรัพย์สินมัธยัสถ์
อเนกประสงค์ ออมทรัพย์พิเศษ และออมทรัพย์ เกษียณเปี่ยมสุข หรือเงินฝากทุกประเภทบัญชีเมื่อ
1 พ.ค. 2549 และเมื่อ1 ก.ย. 2549 รวม 2 ครั้ง เป็นเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
1.00% ต่อปี
สำหรับเงินกู้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ฉุกเฉิน
สามัญทั่วไป เมื่อ 1 พ.ค. 2549 เพิ่มขึ้น 0.40% และเมื่อวันที่
1 ก.ย. 2549 เพิ่มอีก 0.35% รวมเป็นเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.75%
ต่อปี และไม่ปรับเพิ่มอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้ตามวัตถุประสงค์อีกหลายประเภท
เช่นเงินกู้สามัญเพื่อการศึกษา สินเชื่อวนาเคหะ สามัญประกอบ อาชีพเสริม
ฯลฯ นั้น
สมาชิกอาจ
มีข้อสงสัยว่า ทำไมต้องขึ้นดอกเบี้ย
สถานการณ์การเงินปัจจุบันเป็นอย่างไร อนาคตดอกเบี้ยจะขึ้นอีกหรือไม่
สหกรณ์มีนโยบายเกี่ยวดอกเบี้ยอย่างไร
เหตุผลที่สหกรณ์ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยมีสาเหตุสำคัญ
ดังนี้
ผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
ปัจจัยภายนอกเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุด
เป็นต้นธารของสาเหตุอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องต่อกันมาเป็นลูกโซ่ ทั้งจาก
สงครามอิรัก การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างมหาศาลของสหรัฐอเมริกา
การเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจในอัตราสูงของจีนต่อเนื่องกันหลายปี ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น
การเก็งกำไรในตลาดน้ำมันของโลก ค่าเงินดอลล่าร์ลดต่ำลง เงินหยวนแข็งขึ้น
ราคาน้ำมันแพงขึ้นทั่วโลก เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลกเริ่มสั่นคลอน
ประเทศมหาอำนาจเริ่มเข้มงวดกับนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของตน
เริ่มจากธนาคารกลางสหรัฐ(Fed Funds
Rate) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องกันกว่า 14 ครั้ง ตั้งแต่ปี
2547จากต่ำสุด 1% ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.75%
ธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืน
ในตลาดพันธบัตร หรือ Repurchase Market Rate (R/P Rate) จาก 2% กว่าต่อเนื่องกันนับ
10 ครั้ง เป็น 4.75% เพื่อให้ใกล้เคียงกับธนาคารกลางสหรัฐ และเพื่อป้องกันเงินทุนไหลออกจากประเทศ
ในขณะที่ผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ถึงเศรษฐกิจภายในประเทศของไทย
ราคาน้ำมันเพิ่มจากลิตรละ 12 บาทต่อเนื่องล่าสุดเกือบลิตรละ 30 บาท
ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ส่งออกน้อยลง สินค้าเกษตรส่งออกเราขาย
ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง กุ้ง รวมกันแล้วทั้งปี เราซื้อน้ำมันใช้ในประเทศได้เพียง
6 เดือน นอกจากอัตราเงินเฟ้อล่าเดือนเมษายนสุดสูงถึง 6% รวมทั้งความผันผวนจากความขัดแย้งทางการเมือง
ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล การลงทุนชะลอตัว ธนาคารแห่งประเทศไทยออกพันธบัตรรัฐบาล
เพื่อไถ่ถอนหนี้เก่าโดยกำหนดผลตอบแทนที่สูงขึ้น สภาพคล่องทางการเงินลดลง
ผลกระทบเริ่มต่อเนื่องถึงตลาดเงินอย่างชัดเจน
ธรรมชาติการไหลของเงิน
เราชาวป่าไม้อาจคุ้นเคยกับธรรมชาติของน้ำ
แต่ธรรมชาติการไหลของเงินนั้น แตกต่างจากน้ำอย่างชนิด ตรงข้ามกันเลยทีเดียว
น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
แต่..
เงินไหลจากผลตอบแทนที่ต่ำ ไปสู่ผลตอบแทนที่สูงกว่า
เมื่อมีการขยับตัวจากปัจจัยลบภายนอก ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและการเมือง
เข้าทำนอง เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ย่อมส่งผลกระทบถึงการไหลเวียนของตลาดเงินภายในประเทศอย่างชัดเจน
ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่าง ๆ ของไทย เริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของตนอย่างต่อเนื่อง
สงครามดอกเบี้ยเงินฝากเริ่มปรากฏภาพชัด เดือนมีนาคม 2549 ธนาคารปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากถึง
3 ครั้งภายในเดือนเดียว
ธนาคารกรุงเทพให้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
10เดือน 5.125% (หักภาษีแล้วเหลือ 4.675%) ดูดซับเงินฝากไปได้นับแสนล้านบาท
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน 5.50% (หักภาษีแล้วเหลือ
4.356%) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ต่างปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินเพื่อแย่งเงินฝากกันอย่างถ้วนหน้า
โดยให้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนขั้นต่ำ 4.75% และธนาคารเกิดใหม่อย่าง
ทิสโก้ เกียรตินาคิน และธนชาติ ออกเคมเปญใหม่ กำหนดให้ดอกเบี้ยเงินฝาก
ปลอดภาษีดอกเบี้ยถึง 5.50% แต่มีเงื่อนไขว่าถ้าถอนก่อนกำหนดจะได้ดอกเบี้ยเพียง
0.75% และถ้าถอนก่อน 3 เดือนจะไม่ได้ดอกเบี้ยเลย
เมื่อปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว
ทำให้ต้นทุนการเงินเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารต่าง ๆ ล้วนต้องปรับเพิ่มอัตรา
ดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดีต่ำสุด
8.00% สูงสุด 12.50% ถึง 21.25% อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต 18.00% และอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดของบางธนาคารสูงสุดถึง
27.00%
จากการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร
และสถาบันการเงินต่าง ๆ ทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตาม
สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้
จำกัด ของเรา จึงมีความจำเป็นต้องปรับตัว ปรับอัตรา ดอกเบี้ยทั้งเงินฝาก
และเงินกู้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเงิน ที่ปรับตัว อย่างรวดเร็ว
เราคงจะต่อว่าสมาชิกผู้ฝากท่านใดมิได้
หากสหกรณ์ไม่ยอมปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มให้ทันกาล และสมาชิกต้องถอนเงินออกไปจำนวนมาก
เพื่อหาแหล่งฝากที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เว้นแต่ว่าเราเชื่อว่าเรา
คือผู้ที่ฝืนธรรมชาติได้ตลอดกาล
ในสภาวะสภาพสิ่งแวดล้อมที่ปรับเปลี่ยนไป
ผู้ที่จะอยู่รอดได้จึงต้องรู้จักปรับเปลี่ยนให้ทันสถานการณ์ คงจะไม่น่าเกินเลยนัก
หากจะกล่าวว่าทั้งนี้สอดคล้องกับ ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (The
Theory of Natural Selection) ของดาร์วิน ที่ว่าผู้ที่ปรับตัวได้มากกว่า
แข็งแรงกว่าจะสามารถอยู่รอดได้ ที่ปรับตัวช้าอ่อนแอกว่าก็อาจพ่ายแพ้ไป
แต่เราเป็นมนุษย์สังคมที่ยึดมั่นในเรื่องอุดมการณ์ของความพอเพียง
ในหลักการของสหกรณ์ นั่นต้องทำให้เรา ต้องตั้งคำถามบางครั้งว่า เราจำเป็นหรือไม่ที่จะปรับตัวให้กับสถานการณ์
ของสังคมโลกตลอดเวลา ต้องหมุนตัว ให้ทัน เพียงเพื่อให้เป็นไปตามกฎ
ที่ว่าผู้แข็งแรงย่อมอยู่รอด
สหกรณ์น่าจะวางตัวอยู่นตรงจุดนั้นของสังคมซะทุกอย่างหรือเดินไปในเส้นทางที่มั่นคงแต่พออยู่รอด
หรือจะต้องแข่งขันกันดุเดือดกับสถาบันอื่น ๆ ข้างนอกเพื่อรักษาสมาชิกไว้
ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับมวลสมาชิกทั้งสิ้น
ในวันนี้ เสียงสะท้อนจากสมาชิกเป็นส่วนสำคัญ เราตระหนักว่าเราจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์
แต่อนาคตเราเชื่อมั่นว่าเมื่อทุกอย่างเดินไปในทางที่ควรเป็น เราจะยังมีเป้าหมายเช่นเดิม
นั่นคือชีวิตที่พอเพียง
บริหารด้วยหุ้นเพียงอย่างเดียว
ไม่อาศัยเงินฝากได้หรือไม่?
สมาชิกบางท่านอาจมีข้อสงสัยว่า
การขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากเป็นการ เอาใจผู้ฝาก
และ ไม่เห็นใจผู้กู้ ใช่หรือไม่
ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่ใช่ สมาชิกบางท่านอาจคิดว่า
ถ้าจะต้องปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อไล่หนีดอกเบี้ยเงินฝากต่อไป
เรื่อยๆเช่นนี้จะไหวหรือ? สหกรณ์ของเราไม่ต้องอาศัยเงินฝากได้หรือไม่
บริหารด้วยทุนเรือนหุ้นอย่างเดียวก็พอ หุ้นก็มีมากมายเป็นพันล้านบาท
คำตอบก็คือ
ถ้าเห็นใจผู้กู้เราจะบริหารด้วยหุ้นอย่างเดียวไม่ได้
เพราะถ้าบริหารด้วยหุ้นอย่างเดียว
สหกรณ์จะปล่อยเงินกู้ให้แก่สมาชิกได้ทุกประเภทรวมกันไม่เกิน 15 เท่าของเงินเดือน
ในขณะที่ปัจจุบันสหกรณ์ให้สมาชิกกู้สูงสุด 25 30 เท่าเงินเดือนแล้วแต่ประเภทเงินกู้
กู้ฉุกเฉินอีก 1 เท่า และเงินกู้พิเศษสินเชื่อวนาเคหะอีกไม่เกิน 3
ล้านบาท ตามราคาประเมินหลักทรัพย์ และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้
จากข้อมูลปัจจุบันสหกรณ์ปล่อยเงินกู้ให้แก่สมาชิกรวม
3,090 ล้านบาท และความต้องการเงินกู้ยังเพิ่มขึ้น ทุกเดือน ในขณะที่ทุนเรือนหุ้นของสมาชิกรวมกัน
1,681 ล้านบาท เราจึงต้องอาศัยเงินฝาก เงินกู้จากภายนอก และเงินทุนต่างๆ
อีกไม่น้อยกว่า 1,400 ล้านบาทเพื่อตอบสนองความต้องการเงินกู้ของสมาชิก
ความเดือดร้อนของสมาชิกที่ไม่มีเงินกู้ในช่วงเปิดเทอม นั้นมีมากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ
40 สตางค์
สมาชิกบางท่านอาจข้องใจต่อไปว่า
ถ้าไม่อาศัยเงินฝาก ให้สหกรณ์กู้จากที่อื่นมาปล่อยให้สมาชิกได้หรือไม่?
คำตอบคือ
ดอกเบี้ยเงินกู้จากภายนอก สูงกว่าเงินฝากสมาชิก
และกู้ได้จำนวนเงินและระยะเวลาจำกัด
ปัจจุบัน ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ (ชสอ.) ให้ดอกเบี้ยเงินกู้แก่สหกรณ์ต่าง
ๆ 6.00% และปัจจุบันไม่มีเงินให้กู้ สหกรณ์ไหนจะกู้จะต้องรอคิวกู้นานหลายเดือน
ธนาคารพาณิชย์ต่าง
ๆ ให้เงินกู้สหกรณ์ดอกเบี้ย 5.50% ถึง 6.50% แต่กู้ได้จำนวนเงินจำกัดเพียงหลัก
100 ล้านบาท และชำระคืนระยะสั้นภายในไม่เกิน 6 เดือนจะเห็นว่าเงินฝากออมทรัพย์พิเศษซึ่งเป็นเงิน
ก้อนโตที่สุด ของสหกรณ์ปัจจุบันอัตรา 5.00% แม้ว่าจะเป็นอัตราที่สูงกว่าธนาคารทุกแห่งเนื่องจากไม่ต้องเสียภาษี
แต่ก็ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือเงินทุนจากภายนอก ซึ่งทำให้สหกรณ์กำหนดดอกเบี้ยเงินกู้ได้ต่ำกว่า
ต้นทุนเงินระหว่างหุ้นกับเงินฝาก
เมื่อเราทราบว่า ต้นทุนเงินฝากต่ำกว่าเงินทุนหรือเงินกู้ภายนอก
ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำลง
หากพิจารณาต่อไปว่า ต้นทุนของเงินหุ้นกับเงินฝากอย่างไหนสูงกว่า
สมาชิกทุกท่านย่อมทราบดีว่า เงินหุ้นต้นทุนสูงกว่า
เพราะอัตราเงินปันผลย่อมสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเสมอ ปีที่แล้วเงินฝาก
4.00% เงินปันผล 5.25%
เนื่องจากทุนเรือนหุ้นเป็นการออมระยะยาว
สมาชิกจะถอนไม่ได้ นอกจากการลาออกอย่างเดียว ส่วนเงินฝากถอน เมื่อใดก็ได้
ตามหลักการนี้ทุนเรือนหุ้นจึงควรได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากเสมอ
เช่นเดียวกับเงินฝากประจำ 2 ปี หรือ 3 ปี ย่อมดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์เสมอ
ถ้าเงินหุ้นจำนวนมากกว่าเงินฝากเท่าใด
ย่อมทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและดึงให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงตามไปด้วย
เมื่อปี 2539 สหกรณ์มีเงินฝาก
277 ล้านบาท ทุนเรือนหุ้น 283 ล้านบาท ถ้าคิดเป็นสัดส่วน เงินฝาก :
ทุนเรือนหุ้น เท่ากับ 1 : 1.02 หรือเงินฝาก 1 ส่วน เงินหุ้น 1.02 ส่วน
ทุนเรือนหุ้นมากกว่าเงินฝาก
ปี 2549 เดือนมีนาคมเรามีเงินฝาก
1,407 ล้านบาท หุ้น 1,681 ล้านบาท หรือเท่ากับเงินฝาก 1 ส่วนเงินหุ้น
1.19 ส่วน แสดงว่าเงินฝากเพิ่มในอัตราส่วนที่น้อยกว่าทุนเรือนหุ้น
ต้นทุนการเงินจึงสูงขึ้นเล็กน้อย
จะเห็นว่าโครงสร้างการเงินของเรายังไม่ได้เปลี่ยนแปลง
เราควรระดมเงินฝากเพิ่มขึ้น จัดโครงการให้สมาชิกฝากเงินเพิ่มขึ้นต่อไปอีกอย่างจริงจัง
ถ้าเงินฝากเราเพิ่มมากขึ้นกว่าเงินหุ้นเท่าใด ก็จะช่วยทำให้ต้นทุนการเงินของเราต่ำลง
ในระยะยาวจะช่วยดึง ดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลงได้มากขึ้นเท่านั้น
สมดุลแห่งการกู้และการออม
ในที่สุดแล้วจะเห็นว่า การบริหารงานสหกรณ์แล้ว
ควรจะต้องเป็นไปตามหลักการและอุดมการณ์สหกรณ์ คือ การส่งเสริมการออมทรัพย์
ส่งเสริมให้สมาชิกช่วยตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
สหกรณ์ส่งเสริมการออมทรัพย์
โดยให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าธนาคาร สมาชิกผู้ฝากได้รับประโยชน์ ในขณะเดียวกัน
สมาชิกผู้กู้ได้รับเงินกู้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และใช้จ่ายตามความจำเป็น
ในอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ต่ำกว่าธนาคาร และอนุมัติเงินกู้รวดเร็วกว่าธนาคาร
ยิ่งมีสมาชิกมาฝากเงินกับสหกรณ์มากขึ้นเท่าใด
ก็จะช่วยทำให้ต้นทุนเงินต่ำลง ดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะลดต่ำลง ได้มากขึ้นเท่านั้น
ในขณะเดียวกันหากสหกรณ์เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากให้สูงขึ้น
ก็จะช่วยทำให้สมาชิกมาฝากเงินมากขึ้น ตามหลักเงินไหลจากผลตอบแทนที่ต่ำไปสู่ที่สูง
ถ้าเงินฝากมากขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ก็ต่ำลงได้
เรียกได้ว่า น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า
หากสหกรณ์ปล่อยเงินกู้ให้แก่สมาชิกมากเกินไป
โดยไม่คำนึงถึงความจำเป็น สมาชิกอาจนำเงินกู้ไปใช้ อย่างสุรุ่ยสุร่ายมากขึ้น
หากเงินฝากที่เข้ามายังไม่เพียงพอให้สมาชิกกู้ สหกรณ์จะต้องไปกู้เงินทุนภายนอก
มาให้สมาชิกกู้มากขึ้น เงินกู้ภายนอกดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก ต้นทุนสูงกว่า
จะช่วยดึงให้ดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มสูงขึ้น เท่ากับว่าเงินกู้ที่ไม่ค่อยจำเป็นหรือฟุ่มเฟือยช่วยดึงให้
ดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น เงินกู้เพื่อการศึกษา
เงินกู้ประกอบอาชีพเสริมที่ช่วยเพิ่มรายได้ หรือเงินกู้ตามวัตถุประสงค์อื่น
ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้นสหกรณ์จึงควรสร้างสมดุลระหว่าง
เงินฝาก
- เงินกู้
ผู้ฝาก ผู้กู้
การสร้างวินัยการออม
การส่งเสริมเงินกู้
การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
และเงินฝากจึงต้อง มีเหตุผล เป็นธรรม ทั้งผู้กู้และผู้ฝาก
การตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการดำเนินการ
จึงอยู่บนพื้นฐานของการคำนึงถึงสมาชิก ทุกฝ่าย ทั้งผลประโยชน์ของผู้ฝาก
ผลกระทบต่อผู้กู้ และความรับผิดชอบต่อสหกรณ์
หากไม่มีความจำเป็นใด ๆ สหกรณ์ก็จะไม่ปรับอัตราดอกเบี้ย
โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้อีก เนื่องจากเกรงว่าสมาชิก ผู้กู้จะได้รับผลกระทบ
แต่หากมีความจำเป็นก็จะปรับให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
แต่ไม่ว่าสถานการณ์การเงินของประเทศต่อไปจะเป็นอย่างไร
ตามแผนกลยุทธ์ของสหกรณ์และนโยบาย ของคณะกรรมการดำเนินการกำหนดไว้ว่า
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์จะต้องต่ำกว่าธนาคาร
และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะต้องสูงกว่าธนาคาร
คณะกรรมการดำเนินการ จึงมีการติดตามสถานการณ์การเงินอย่างใกล้ชิด
และสำรองเงินทุนไว้เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนแก่สมาชิกผู้กู้อย่างเพียงพอความต้อง
โดยไม่ต้องรอคิวการกำหนดเงินกู้ตามวัตถุประสงค์ ประเภทใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิกต่อไป
รวมทั้งดำเนินงานในด้านต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคง ทางการเงินของสหกรณ์ให้ยั่งยืนตลอดไป
|