เป็นปฐมบทการเรียนรู้ของเยาวชนกลุ่มหนึ่ง
สายเลือดของคนรักป่า เกือบ 80 ชีวิต ที่เดินทางรอนแรม จากทุกสารทิศ
เหนือใต้ อีสานกลาง มาบรรจบพบกัน ต่างเพศ ต่างวัย ต่างถิ่น
ต่างภาษา หลอมหัวใจมาเรียนรู้ สิ่งเดียวกัน คือ การอยู่ร่วมของคนกับป่า
อย่างไรให้สมดุล
พวกเขาเป็นเยาวชนคนรักป่า
รุ่นที่ 2 ที่สหกรณ์ ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด ต้องการนำพา
มาสู่อ้อมกอด ของภูผาและพงไพร เพื่อเป้าประสงค์ที่หวังว่า
เมื่อพวกเขากลับไป จะพกพาความรอบรู้เรื่องป่าที่เพิ่มขึ้น
การดำรงอยู่ของสัตว์ ความสมดุลย์ นิเวศน์ธรรมชาติ ที่เรียนรู้จาก
ประสบการณ์การเดินป่าของจริง นำไปใช้ ในชีวิตจริง มิหวังว่าพวกเขาจะขยายผลหรือไม่
เพียงแค่จิตสำนึกแห่งการเข้าใจ และอนุรักษ์ที่เกิดในดวงใจ
ของพวกเขาก็พอเพียงแล้ว
การเข้าใจมักจะนำไปสู่การตระหนัก
เด็ดดอกไม้ ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว เทศกาลการท่องเที่ยว
ยามชมดอกไม้งาม ถ้ารู้ลึก จะไม่มีการแอบเด็ดดอกไม้ เที่ยวป่า
ไม่มีการจิ๊กก้อนหินสวยๆเป็นที่ระลึก ไม่มีการลักลอบนำพืชแปลกๆออกจากป่า
สำคัญยิ่งย่อมไม่ทิ้งขยะเทคโนโลยี ที่ย่อยสลายยากในป่าเด็ดขาด
เพราะอาจนำไปสู่การเสียสมดุลของชีวิตป่า
หลายคนไม่เพียงไม่รู้ ไม่ตระหนัก ยังปิดกั้นการรับรู้ ขอเพียงให้ได้ในสิ่งที่อยากได้
ไม่สนใจจะคำนึง
หรือคิดให้เปลืองสมอง
"แค่หินก้อนเดียวจะเป็นไร,
ก็แค่ดอกไม้ดอกเดียว ..........."
ผู้คนมักคิดแก้ตัวให้ตัวเองเสมอ
เป็นเสมอมา และจะมี ตลอดไป เป็นเช่นนั้นเอง จนกว่าพวกเขาจะเปิดสมองและ
จิตใจให้เปิดโล่ง
ค่ายนี้แต่ละปีจึงสำคัญนัก
สหกรณ์ตระหนักก็จริงอยู่ แต่มิอาจเป็นจริงได้ ถ้าปราศจาก กลุ่มสื่อความหมาย
ธรรมชาติ ที่มีจีรเดช(โต้ง) บุญมาก และผองเพื่อน ซึ่งยังคงมีไฟฝันแห่งการอนุรักษ์
พวกเขามีกำลังใจ เพิ่มขึ้นทุกค่ายที่ผ่านมาในชีวิต จากกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่...
ใครว่าคนรุ่นใหม่ฟุ้งเฟ้อ ไร้สาระ บ้าเกม เห่อสายเดี่ยว เที่ยวกลางคืน
3
วัน 2 คืนผ่านไป(19 - 21 ตุลาคม 2545) พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและพงไพร
น่ารักและรู้ว่าธรรมชาติให้อะไรมากมายแก่พวกเขา จากบันทึกความรู้ที่พวกเขาบรรยาย
เถาวัลย์ให้น้ำยาม
กระหายแถมบอกทิศทางได้ด้วย
ไทรใหญ่ ยักษ์ใหญ่แห่งพงไพรเพื่อนพึ่งพา ของสรรพชีวิตในป่า
สัมพันธ์ของสัตว์เล็กพืชเล็ก และใครเอยจะรู้ว่า ทากตัวหนึ่งหลังอิ่มหมีพีมันกะเลือด
ที่ดูดจนเต็มท้อง ครั้งหนึ่ง มันจะอยู่ได้ยาวนานถึง 60 - 200
วัน บันทึกสรุปของกลุ่มหนึ่งบอกเราว่า มนุษย์ไม่ควรจัดแจง
หรือยุ่งเกี่ยวกับวงจรชีวิตใดๆ ของทั้งพืชและสัตว์ ทั้งรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดของสัตว์เมื่อถูกทำร้าย
น่าประหลาดใจที่ค่ายสามารถหลอมใจพวกเขาได้ถึงเพียงนี้ ทำให้ออกจะแน่ใจว่าเกือบ
80 กว่าชีวิตนี้ที่ทั้งซน เซียนและร้ายเหลือ จะเป็นหนึ่งในนักอนุรักษ์ที่คอยปกป้อง
ป่าเขา และธรรมชาติเท่าที่เขาจะทำได้ในวันหน้า
ปิดเทอมนี้ คงจะมีคุณค่าสำหรับพวกเขา แค่การมาอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เคยรู้จักกัน
ก็เกินพอ ท่ามกลาง เสียงหัวเราะ เขินอายและกล้าหาญ แต่ละคน
เรียนรู้ด้วยกันอย่างมีความสุข สนุกสนาน ยิ่งกว่าเรียนรู้ที่
โรงเรียนเป็นปีซะอีก เพราะนี่คือชีวิตจริงกลายๆ
นักเขียนโนเบล
2002 คนล่าสุดได้รางวัลเพียง เพราะงานวรรณกรรมของเขาสื่อความหมายว่า
"การที่จะมีชีวิตรอดอยู่ได้จะต้องปรับตัว" เช่นกันเด็กกลุ่มนี้
เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับป่า ได้อย่างสมดุลขึ้น ปรับตัวได้มากขึ้นที่จะไม่ทำลายชีวิตผู้อื่น
แม้แต่เพียงต้นหญ้าเล็กๆต้นหนึ่ง เพราะชีวิตทุกชีวิตมีค่า...
ในอ้อมกอดของภูผาและพงไพร
ขอให้กลับบ้านอย่างมีความสุขทุกคน.
ป่าอ้วน