|
อาศัยอำนาจตามความในข้อ 66 (9) และข้อ 91 (4) แห่งข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด ครั้งที่ 6/2544 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม
2544 ได้กำหนดระเบียบ สหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด ว่าด้วยการให้เงินกู้ พ.ศ. 2544 ดังนี้
ข้อ 1. ระเบียบนี้ เรียกว่า "ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด ว่าด้วยการให้เงินกู้ พ.ศ. 2544"
ข้อ 2. ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไป
ข้อ 3. ให้ยกเลิก
(1) ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด ว่าด้วยการให้เงินกู้ พ.ศ.2543 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2543
อนึ่ง ระเบียบหรือข้อความอื่นใดที่ขัดแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้
หมวด 1
ข้อกำหนดทั่วไป
ข้อ 4. ในระเบียบนี้ สหกรณ์ให้เงินกู้ 3 ประเภท คือ
4.1 เงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉิน
4.2 เงินกู้สามัญ
4.3 เงินกู้พิเศษ
ข้อ 5. สหกรณ์จะให้เงินกู้ได้เฉพาะแก่สมาชิก
ข้อ 6. การให้เงินกู้แก่สมาชิก จะให้ได้เฉพาะกรณีเพื่อการอันจำเป็นหรือมีประโยชน์ตามที่คณะกรรมการ
ดำเนินการเห็นสมควร
หมวด 2
เงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉิน
ข้อ 7. สมาชิกผู้ประสงค์ขอกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน ต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์โดยได้ส่งเงินค่าหุ้นมาแล้ว 6 งวดเดือน
ข้อ 8. เมื่อสมาชิกมีเหตุฉุกเฉินอันแสดงหลักฐานพิสูจน์ได้ และประสงค์จะขอกู้เงินก็ให้ยื่นคำขอกู้ถึงสหกรณ์
ตามแบบที่กำหนดไว้
ข้อ 9. เงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉินที่ให้แก่สมาชิกผู้กู้คนหนึ่ง ๆ นั้น ให้มีจำนวนไม่เกินเงินได้รายเดือนของสมาชิกนั้น
ทั้งนี้ไม่เกิน 40,000 บาท
ในกรณีที่สมาชิกนั้น ยังมีเงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉินรายก่อนเหลืออยู่ สมาชิกที่ส่งเงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉินคืน
สหกรณ์แล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของงวดเดือนเงินกู้ที่ระบุในสัญญาเงินกู้จึงมีสิทธิยื่นกู้เพื่อเหตุฉุกเฉินใหม่
ได้ และเงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉินรายใหม่และรายก่อนรวมกันจะมีจำนวนต้นเงินกู้เกินกว่าจำกัดที่กล่าวในวรรค
ก่อนไม่ได้
หมวด 3
เงินกู้สามัญ
ข้อ 10. สมาชิกผู้ประสงค์ขอกู้เงินสามัญ ต้องเสนอคำขอกู้ต่อสหกรณ์ตามแบบที่กำหนดไว้
ข้อ 11. คำขอกู้เงินสามัญของสมาชิกนั้น ต้องเสนอโดยผ่านการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับ 7
ขึ้นไป หรือผ่านหัวหน้าหน่วยงาน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงหรือผ่านการพิจารณาของผู้แทน
สมาชิกของกลุ่มที่ตนสังกัดอยู่ เว้นแต่กรณีจำนวนเงินกู้ไม่เกินกว่าร้อยละเก้าสิบของเงินค่าหุ้นที่
สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์
ข้อ 12. สมาชิกผู้ประสงค์ขอกู้เงินสามัญ ต้องเป็นสมาชิกในสหกรณ์ โดยได้ส่งเงินค่าหุ้นมาแล้ว 6 งวดเดือน
ข้อ 13. จำนวนเงินกู้สามัญที่ให้แก่สมาชิกผู้กู้คนหนึ่ง ๆ นั้นย่อมสุดแต่คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาเห็น
สมควรแต่ต้องอยู่ภายในจำกัดไม่เกิน
500,000 บาท และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
13.1 จำนวนเงินกู้เป็นไปตามจำนวนอายุสมาชิกและจำนวนเงินได้รายดือนของสมาชิก ดังนี้
(1) ผู้ที่เป็นสมาชิกน้อยกว่า 5 ปี กู้ได้ไม่เกิน 15 เท่าของเงินได้รายเดือน
(2) ผู้ที่เป็นสมาชิก 5 ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง 8 ปี กู้ได้ไม่เกิน 20 เท่าของเงินได้รายเดือน
(3) ผู้ที่เป็นสมาชิก 8 ปีขึ้นไป กู้ได้ไม่เกิน 25 เท่าของเงินได้รายเดือน
13.2 จำนวนเงินกู้ต้องเป็นไปตามจำนวนหุ้นที่มีอยู่ในสหกรณ์ ดังนี้
(1) จำนวนเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องมีหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของวงเงินกู้
(2) จำนวนเงินกู้เกินกว่า 200,000 บาท ต้องมีหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของวงเงินกู้
ในกรณีสมาชิกที่มีเงินค่าหุ้นเกินกว่าจำกัด ซึ่งอาจกู้ได้ตามวรรคก่อน คณะกรรมการดำเนินการ
อาจให้เงินกู้สามัญแก่สมาชิกผู้นั้นได้ไม่เกินร้อยละเก้าสิบของเงินค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์โดย
มิต้องมีผู้ค้ำประกัน และไม่จำกัดวงเงิน ตามวรรคแรก
สมาชิกที่กู้เงินสามัญ ต้องทำประกันชีวิตหมู่ที่สหกรณ์จัดให้มีขึ้น ในกรณีสมาชิกถึงแก่กรรม สหกรณ์จะนำเงินสินไหมทดแทนไปชำระหนี้ที่ค้างชำระกับสหกรณ์ก่อน ส่วนที่เหลือจึงจะมอบให้แก่
ทายาท ยกเว้นการกู้ตามวรรคก่อน
ในกรณีที่บริษัทปฏิเสธการรับทำประกันชีวิตหมู่ การให้เงินกู้ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรม
การดำเนินการ
ข้อ 14. คณะกรรมการดำเนินการเห็นสมควร จะให้เงินกู้สามัญแก่สมาชิก ที่ได้ส่งเงินกู้สามัญคืนสหกรณ์
แล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 งวดเดือนจึงมีสิทธิยื่นกู้สามัญใหม่ได้ สำหรับจำนวนเงินกู้สามัญของสมาชิก
ผู้กู้คนหนึ่ง ๆ ในเวลาใดเวลาหนึ่งต้องมีจำนวนต้นเงินไม่เกินกว่าจำกัดที่กล่าวในข้อ 13.
ข้อ 15. ในการให้เงินกู้สามัญนั้น ถ้าปรากฏว่าสหกรณ์มีเงินทุนที่จะให้กู้ได้ไม่พอแก่การขอกู้อันมีลักษณะพึง
ให้กู้นั้นทุกราย ให้ถือลำดับในการพิจารณาให้เงินกู้ ดังต่อไปนี้
15.1 เงินกู้ซึ่งถือค่าหุ้นเป็นหลักประกันนั้น พึงให้ในลำดับก่อนเงินกู้ซึ่งมีหลักประกันอย่างอื่น
15.2 ในระหว่างเงินกู้ซึ่งอยู่ในลำดับเดียวกันตามที่กล่าวใน (1) นั้น ให้ถือลำดับก่อนหลังตามที่เสนอ
คำขอกู้ต่อสหกรณ์
ทั้งนี้เว้นแต่ในกรณีที่คณะกรรมการดำเนินการเห็นว่ามีเหตุผลพิเศษจะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นก็ได้
|