นับตั้งวันที่
24 ตุลาคม 2543 เป็นต้นมา ถือได้ว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
การฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีผลบังคับใช้และมีผลกำหนดการทำธุรกรรมการเงินในทางปฏิบัติอย่าง
สมบูรณ์ โดยที่ในความจริงแล้ว กฎหมายมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่
19 สิงหาคม 2542 และมีการออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศ รวมทั้งสิ้น
17 ฉบับ เมื่อเดือนตุลาคม 2543 ทำให้สถาบันการเงินต่าง ๆ ไม่ว่าธนาคาร
บริษัทเงินทุน หรือ สหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ ต้องดำเนิน การรายงานธุรกรรมหรือข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายกำหนด
ไปยังสำนักงาน ป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน (ปปง.) กฎหมายฉบับนี้มีบทกำหนดโทษของผู้รับผิดชอบในการ
กระทำความ ผิดไว้ โดยต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี
หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 1 ล้านบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ
จึงนับเป็นเรื่องที่สำคัญมากเรื่องหนึ่งที่สมาชิกสหกรณ์ทุกท่านควรจะได้รับทราบสาระ
สำคัญของ กฎหมายฉบับนี้
การฟอกเงิน
คืออะไร
ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย การฟอกเงิน
หมายถึง การกระทำใด ๆ ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อจะทำให้เงิน หรือทรัพย์สินใด
ๆ ซึ่งมีที่มาจากการกระทำความผิดใด ๆ เปลี่ยนสภาพให้เป็น เงินหรือทรัพย์สินซึ่งบุคคลทั่วไป
หลงเชื่อว่าเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มา โดยชอบด้วยกฎหมาย
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกปิดทรัพย์สินที่ได้มา อันไม่ชอบ หลบเลี่ยงการสืบสวนการกระทำความผิดใด
ๆ เพิ่มพูนผลประโยชน์เพื่อสนับสนุนการกระทำ ความผิดอันนำไปสู่การขยายขอบเขตการกระทำความ
ผิดต่อไป หรือสรุปได้ว่า การฟอกเงิน
คือ การเปลี่ยนสภาพเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย ให้เป็นเงินหรือทรัพย์สินที่เสมือนว่าได้มา
โดยชอบด้วยกฎหมาย
ความผิดมูลฐาน
7 ประการ
กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดขอบเขตของเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด
หรือการ กระทำซึ่งสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำความผิดไว้ 7
มูลฐาน ดังนี้
1. ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
2. ความผิดเกี่ยวกับเพศ การค้าประเวณี การค้าหญิงและเด็ก
3. ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน
4. ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือฉ้อโกงของผู้บริหารสถาบันการเงิน
5. ความผิดเกี่ยวกับต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
6. ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์
7. ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร
ใครคือผู้กระทำผิดฐานฟอกเงิน
ตามมาตรา
5 ของกฎหมายกำหนดให้บุคคล(สมาชิก)หรือนิติบุคคล(สหกรณ์)ที่จะเป็นผู้กระทำ
ความผิดฐานฟอกเงิน หมายถึง
1. ผู้โอน ผู้รับโอน
หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อน
หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือผู้ช่วยเหลือผู้อื่น
ไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลัง กระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลง
ในความผิดมูลฐาน หรือ
2. ผู้กระทำการด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิด หรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง
การได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ
ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำ ความผิด
นอกจากนี้ ในมาตรา 7,8 และ 9 ผู้กระทำสนับสนุนต้องรับโทษเช่นเดียวกับตัวการ
หน้าที่ของสหกรณ์ออมทรัพย์
กฎหมายฟอกเงินกำหนดให้สถาบันการเงินซึ่งได้แก่ธนาคาร
บริษัทเงินทุน ฯลฯ รวมถึง สหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงาน
ปปง. เมื่อปรากฏว่า ธุรกรรมดังกล่าวเป็น
1. ธุรกรรมที่ใช้เงินสดจำนวนตั้งแต่
2 ล้านบาทขึ้นไป ต้องรายงานด้วยแบบ ปปง. 1-01(เช่น สมาชิกนำเงินสดมาฝากตั้งแต่
2 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่รวมถึงการฝาก โดยโอน ผ่านธนาคารหรือฝากโดยใช้เช็ค)
2. ธุรกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป
ต้อง รายงานด้วยแบบ ปปง. 1-02 (เช่น สมาชิกนำโฉนดที่ดินมูลค่า
5 ล้านบาทขึ้นไป มาขอกู้ เงินและจำนองไว้กับสหกรณ์ ไม่ว่าจะขอกู้ในวงเงินเท่าใด)
3. ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ต้องรายงานด้วยแบบ
ปปง. 1-03 ซึ่งหมายถึง ธุรกรรมที่ขาดความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ
ธุรกรรมที่มีความซับซ้อนผิดไปจากปกติ ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากระทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายนี้
หรือธุรกรรมที่เกี่ยว ข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน
ทั้งนี้ไม่ว่าเป็นการทำธุรกรรม เพียงครั้งเดียว หรือหลายครั้ง
ธุรกรรมที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 1 -15 ให้สหกรณ์จัดทำรายงานส่งสำนักงาน
ปปง. ภายในวันที่ 22 ของเดือนนั้น และธุรกรรมที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่
16 ถึงสิ้นเดือน ให้รายงานภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
สรุป
จะเห็นว่าตาม
พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้กำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์
และสถาบันการเงินทุกแห่งต้องรายงานการทำธุรกรรมทั้ง 3 กรณีดังกล่าวข้างต้น
ต่อสำนักงาน ปปง. ภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งหากสถาบันการเงินใดไม่รายงานถือว่าเป็นการ
กระทำผิดตามกฎหมาย โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปราบการฟอกเงินจากการกระทำความผิดใน
7 มูลฐานอย่างไรก็ตาม การรายงานดังกล่าวไม่รวมถือธุรกรรม เช่น
การฝากเงินที่มีมาก่อนวันที่ 27 ตุลาคม 2543 และกรณีการฝากเงินสดตั้งแต่
2 ล้านบาทขึ้นไปแต่สมาชิกโอนเงินฝากผ่าน ธนาคารเข้าบัญชีสหกรณ์
โดยกรณีนี้ธนาคารจะต้องเป็นผู้รายงานไปยัง ปปง.แทน หรือกรณีสมาชิก
ฝากเงินโดยนำตราสาร เช่น เช็ค ดร๊าฟ มาฝากที่สหกรณ์ ก็ไม่ต้องรายงานต่อ
ปปง. เช่นเดียวกัน เนื่องจากสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินหรือทรัพย์สินได้ตามเจนารมณ์ของกฎหมายอยู่แล้ว
กฏหมายจึงมิได้บังคับไว้
โดยสรุปแล้ว
จะเห็นว่า กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมิได้มีผลกระทบใด
ๆ ต่อสมาชิกและสหกรณ์ออมทรัพย์มากนัก เพียงแต่สหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง
ๆ มีหน้าที่ต้องปฎิบัติให้ ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
เช่นเดียวกับสถาบันการเงินอื่นอันได้แก่ ธนาคาร หรือบริษัท เงินทุนต่าง
ๆ เท่านั้น
วิชิต
สนธิวณิช
กุมภาพันธ์ 2544
|